พอดีอ่านเจอเห็นเป็นบทความที่น่าสนใจเลยคัดลอกมาให้อ่านกันเป็นเกร็ดความรู้เรื่องยางบางเรื่อง
TIP&TECHNIC-วรพล
สิงห์เขียวพงษ์ :
รวมความเข้าใจผิดเรื่อง"ยาง"
Wednesday, August 14, 2002
โดย MGR ONLINE
หลายเรื่องราวเกี่ยวกับรถยนต์
ยังมีความเข้า
ใจผิดในวงกว้าง
จนบางคนฝังความคิดว่าเป็นหลักการที่ถูกต้องจริงๆ
ไปแล้ว
ในโลกการสื่อสารที่ฉับไว
ในโลกแห่งเทคโนโลยี
ไม่มีคำว่าสายเกินไปหากต้องการลบความเข้าใจผิดเหล่านั้น
อ่านบทความ
รวมความเข้าใจผิดเรื่อง...ยาง
ความกว้างของยาง/ความกว้างของหน้ายาง
ความเข้าใจผิด :
บนแก้มยางจะมีการระบุขนาด
ต่างๆ
ของยางเส้นนั้นไว้อยู่เสมอ
สำหรับยางทั่วไปจะมีการระบุรายละเอียดที่คุ้นเคยกันตามตัวอย่าง
เช่น 205/60R15
ตัวเลข 3
หลักแรกนี้เองที่หลายคนเข้าใจผิด
โดยเข้าใจว่าเป็นความกว้างของหน้ายางที่สัมผัสถนน
มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร
ในกรณีตัวอย่างนี้
คิดว่ายางเส้นนี้มีหน้ากว้าง
205 มิลลิเมตร
ความเป็นจริง :
ตัวเลข 3 หลักแรกนี้
เป็นความกว้างของยาง
ไม่ใช่ความกว้างของหน้ายางที่สัมผัสพื้น
วิธีการตรวจสอบง่ายๆ
ตัวเลข 3 หลักนี้
ก็คือ
นำยางเส้นนั้นใส่กับกระทะล้อที่มีขนาดเหมาะ
สมกันตามมาตรฐานที่วงการยางกำหนดและสูบลม
วัดความกว้างของยางจากส่วนที่กว้างที่สุด
ซึ่งมักจะ
เป็นส่วนโค้งของแก้มยางที่ป่องออกมา
จากแก้มข้างหนึ่งมายังอีกข้างหนึ่ง
โดยวัดรวมทุกอย่างที่กว้าง
ที่สุด
ถ้าบังเอิญมีตัวอักษรตัวเลขหล่อนูนออกมา
ก็ ต้องวัดรวมด้วย
แล้วก็จะได้ค่าความกว้างนั้นออกมา
ตัวเลข 3
หลักแรกที่ระบุไว้
เช่น 205
จะเป็นความกว้างของยางในส่วนที่ป่องที่สุด
ซึ่งเป็นแก้มยาง
ส่วนความกว้างของหน้ายางจริง
จะไม่มีการกำหนดไว้
และเท่าที่ทลองวัดดู
ก็จะแคบว่าตัวเลขความกว้างของยางที่ระบุไว้
10-30 มิลลิเมตร
นั่นหมายความว่า
สมมุตติยางที่ระบุความกว้าง
ไว้เท่ากัน
แต่ต่างรุ่นต่างยี่ห้อกัน
ความกว้างของยาง
บริเวณแก้มจะต้องเท่ากัน
แต่ไม่แน่ว่าความกว้างของยางจะต้องเท่ากัน
เพราะพบว่ายางรุ่นสปอร์ตหรือเน้นสมรรถนะสูง
จะมีความกว้างของหน้ายางใก้ลเคียงกับตัวเลขความกว้างของยางมากกว่ายางรุ่นพื้นๆ
สำหรับใช้งานทั่วไป
หากไม่เชื่อบทความนี้
ให้เอาไม้บรรทัดหรือตลับเมตรไปวัดรอยฝุ่นบนหน้ายางได้เลย
แล้วจะพบว่า
แคบกว่าตัวเลขที่ระบุไว้มาก
วัดยังไงก็ไม่เท่ากัน
แต่พอเล็งๆ
แถวแก้มยาง
ก็พบว่ากว้างพอกับตัวเลข
3
หลักแรกที่ระบุไว้จริงๆ
ตัวเลขซีรีส์
ต้องคำนวนก่อน
ความเข้าใจผิด :
จากตัวอย่าง 205/60R15
ตัวเลข 2 หลักชุดที่ 2
คือ 60
หมายถึงซีรีส์ของยาง
หลายคนเข้าใจผิดว่า
ยางที่มีตัวเลขซีรีส์มาก
จะต้องมีแก้มสูงกว่ายางที่มีซีรีส์น้อยกว่าเสมอ
ความเป็นจริง :
ตัวเลขซีรีส์
หมายถึง
ความสูงของแก้มยางคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของความกว้างของยาง
หากต้องการทราบความสูงจริงของแก้มยาง
ก็ต้องมีการคำนวณก่อน
จากตัวอย่าง
ยางเส้นนี้
มีความสูงของแก้มยาง
เป็น 60
เปอร์เซ็นต์จากความกว้าง
205 มิลลิเมตร
คำนวนโดยนำ 205 X (60/100) = 123
มิลลิเมตร
ถ้าไม่ผ่านการคำนวณ
จะสรุปลอยๆ
ไม่ได้ว่า
ยางซีรีส์ 65
จะมีแก้มยางจริงสุงกว่ายางซีรีส์
60
หากมีความกว้างของยางต่างกัน
เช่น ยาง 205/60R13
มีแก้มสูง 205 X (60/100) = 123
มิลลิเมตร ส่วนยาง 185/65R13
มีแก้ม สูง 185 X (65/100) = 120.25
มิลลิเมตร มีแก้มจริงเตี้ยกว่าทั้งที่มีตัวเลขซีรีส์เป็น
65
มากกว่าเส้นแรกอยู่
5 ซีรีส์
ถ้าจะเดาความสูงของแก้มยาง
ก็ต้องดูตัวเลข 3
หลักแรกความกว้างของยางด้วย
แต่ถ้าจะให้แม่นยำก็ต้องนำไปคำนวณก่อน
ยางที่ใช้กับกระทะล้อขอบใหญ่กว่า
ยางต้องใหญ่กว่า
ความเข้าใจผิด :
ในกรณีที่จะเปลี่ยนล้อแม็กให้มีขาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้น
ตามสไตล์ล้อแม็กวงโต+ยางแก้มเตี้ย
เช่น ล้อเดิมขอบ 14
นิ้ว จะเปลี่ยนเปลี่ยนเป็นขอบ
16 นิ้ว
หลายคนเข้าใจผิด
โดยรีบสรุปว่ายางที่ใช้กับกระทะล้อขอบ
16 นิ้ว ต้องมีขนาดใหญ่กว่ายาง
14 นิ้ว
ไปมองไปอิงกับตัวเลขขอบกระทะล้อทั้งที่นั่นคือ
วงในของยาง
ไม่ใช่วงนอก
ความเป็นจริง :
ยางจะมีเส้นรอบวงมากหรือมีความสูงโดยรวมเท่าไร
ไม่เกี่ยวกับขนาดของกระ
ทะล้อหรือเรียกกันว่าขอบกี่นิ้วนัก
เพราะต้องขึ้นอยู่กับความสูงของแก้มยาง
ซึ่งก็ขึ้นกับความกว้างและซีรีส์นั่นเอง
ยางขอบ 17 นิ้ว
ซีรีส์น้อยแก้มเตี้ยบางเฉียบ
อาจจะมีเส้นรอบวงน้อยและมีความสูงโดยรวมน้อย
กว่ายางขอบ 14 นิ้ว
ซึ่งมีซีรีส์มากและแก้มสูงก็เป็นได้
ยางเปอร์เซ็นต์
เมินได้เลย
ความเข้าใจผิด :
เป็นที่เข้าใจว่า
ยางเปอร์เซ็นต์ คือ
ยางมือสอง
คนส่วนใหญ่มองว่าเมินยางเปอร์
เซ็นต์ไปได้เลย
เพราะคิดว่าล้วนเป็นยางมือสองที่ได้มาจากเจ้าของเดิมถอดทิ้งหรือถอดขายให้ร้านในราคาถูกๆ
เพื่อเป็นส่วนลดในการซื้อยางใหม่
ยางจึงน่าจะหมดสภาพแล้ว
หากฝืนซื้อมาใช้งานต่อก็จะเสี่ยงต่ออันตราย
ความเป็นจริง :
ยางเปอร์เซ็นต์หลายสิบเปอร์เซ็นต์ที่ขายอยู่ทั่วไป
เกือบหมดสภาพแล้วจริงๆ
หากใครซื้อมาใช้ก็เสี่ยงอันตราย
แต่ไม่ใช่ว่าทุกเส้นจะไม่น่าสนใจ
เพราะในกรณีที่เป็นยางซึ่งถูกเปลี่ยน
เพราะเจ้าของอยากเปลี่ยนขนาดยางหรือล้อแม็ก
ทั้งที่ยังไม่หมดสภาพ
ยางเปอร์เซ็นต์เส้นนั้นก็ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ
บางครั้งรถป้ายแดงขับออกมาจากโชว์รูมได้ไม่กี่วัน
ก็เปลี่ยนยางเดิมออกแล้ว
หรือใช้ยางเดิมได้ไม่กี่เดือน
ก็อยากเปลี่ยนล้อแม็กวงโต+ยางแก้มเตี้ยตามแฟชั่น
ก็อาจจะถอดยางชุดเดิมขายลดราคากับทางร้านหรือประกาศขายเองเป็นยางเปอร์เซ็นต์
บางครั้งยางก็ถูกเปลี่ยนออก
เพราะความหวาดกลัวเกินไป
ทั้งจากตัวเองหรือคำแนะนำที่ผิดๆ
ว่ายางรถยนต์ใช้ได้แค่
2 ปี หรือไม่เกิน 40,000
กิโลเมตร
ทั้งที่ความจริงใช้ได้นานกว่านั้น
ยางชุดนั้นจึงยังไม่หมดสภาพแต่กลับถูกเปลี่ยนออก
ซึ่งเมื่อนำออกขายเป็นยางเปอร์เซ็นต์
ภสพาจึงยังดีอยู่
และสามารถใช้ต่อได้อีก
การเลือกใช้ยางเปอร์เซ็นต์
หากดูอย่างละเอียด
รอบคอบ
และเลือกยางที่ไม่ได้ถูกเปลี่ยนเพราะหมด
สภาพ
โดยเฉพาะยางที่ถูกเปลี่ยนเพราะเจ้าของเดิม
อยากเปลี่ยนขนาด
บางครั้งก็น่าสนใจ
เปลี่ยนยางทิ้งเร็วเกินไป
ความเข้าใจผิด :
คนส่วนใหญ่เชื่อและได้รับ
คำแนะนำที่ผิดๆ
ว่ายางรถยนต์ต้องเปลี่ยนตามระยะทางเท่านั้นเท่านี้
หรือไม่เกินกี่ปีต้องเปลี่ยนออก
แม้ว่าดอกยังไม่หมด
หรือยังดูดีอยู่ก็ต้องเปลี่ยนออก
หลายคนเชื่อปักใจ
เพราะหวาดระแวงกลัวยางระเบิดแล้วอันตราย
ความเป็นจริง :
จริงอยู่หากยางระเบิดแล้วจะเสี่ยงต่ออุบัติเหตุหรือความยุ่งยาก
ต้องเปลี่ยนยางกลางทาง
แต่การใช้อะไรแล้วเปลี่ยนทิ้งทั้งที่ยังไม่หมดสภาพ
เสียดายทั้งเงินทั้งทรัพยากรของโลกที่ต้องเสียไปด้วยความหวาดระแวง
ผู้ผลิตยางรถยนต์ส่วนใหญ่
แม้ว่าอยากจะขายยางเส้นใหม่เร็วๆ
ก็ยังไม่เคยมีคำแนะนำให้เปลี่ยนยางเมื่อครบ
3 ปี หรือเมื่อเกิน 50,000
กิโลเมตรหรือต่ำกว่านั้นเลย
มีแต่การแนะนำว่า
สามารถใช้งานได้จนดอกจะสึกถึงสัญลักษณ์ที่จุดลึกสุดของร่องยาง
และถ้าดอกยังไม่หมด
หากดูแล้วไม่มีการแตกร้าวปริบวม
ก็สามารถใช้ต่อได้จนดอกสึกถึงระยะข้างต้น
โดยไม่จำกัดปีที่ใช้
ค้นหาทั้งจากเอกสารหรือถามจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของผู้ผลิตยางโดยตรง
ก็บอกอย่างนี้ทั้งนั้น
พอถามแบบกลางๆ ว่า
งั้นของคำตอบที่คนทั่วไปอยากทราบได้ไหม
เขาก็บอกว่า 3 ปี
หรือ 40,000 กิโลเมตร
หากดอกยังไม่หมด
ยางส่วนใหญ่ (หากยางเส้นนั้นไม่ได้ใช้งานหนักบนทางวิบาก
หรือได้รับการกระแทกบ่อย)
น่าจะยังไม่หมดสภาพ
และน่าจะใช้ได้อีกไม่น้อยกว่า
1-2 ปีขึ้นไป
หรืออีกหลาย
หมื่นกิโลเมตร
และพอถามย้ำอีก เขาก็บอกว่า
ประ
มาณว่าถ้าดอกไม่หมดยางน่าจะใช้ได้เกิน
60,000
กิโลเมตรหรือแถวๆ 5
ปีได้สบาย
และก็บอกทิ้งท้ายว่า
ถ้าดอกไม่หมด
และดูสภาพแล้วยังปกติ
ก็ยังใช้ต่อได้อีก
ขนาดฝ่ายผู้ผลิตที่อยากขายยางใหม่ให้ได้มากๆ
ยังมีคำแนะนำให้ใช้งานได้นานกว่าความเชื่อของคนทั่วไป
ดังนั้นก่อนที่จะเปลี่ยนยางใหม่
ก็ควรแน่ใจว่ายางเส้นเดิมหมดสภาพและไม่น่าเสี่ยงใช้งานต่อแล้ว
ไม่ใช่เปลี่ยนเพราะความหวาดระแวง
ทั้งที่เพิ่งผ่านการใช้งานเกินครึ่งมาไม่เท่าไร
ยางเก่าเก็บไม่น่าสน
ความเข้าใจผิด :
เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า
ยางรถยนต์ที่ถูกเก็บสต็อกไว้
สามารถหมดสภาพได้
แม้จะยังไม่เคยใช้งานก็ตาม
แต่ตัวเลขจำนวนเดือนปีที่จะถือว่าไม่น่าซื้อใช้ของแต่ละคนไม่เท่ากัน
บางคนตั้งใจว่า
ผลิตเกิน 3
เดือนจะไม่ซื้อ
บางคน 6 เดือน
หรือบางคน 1 ปีกว่าๆ
ยังรับได้ ความเข้าใจผิดก็คือ
คนที่หวาดระแวงเกินเหตุ
เก็บเกิน 3-6
เดือนไม่เอาแล้ว
ทำเป็นว่ายางรถยนต์จะเน่าง่ายๆ
แบบขนมเค้กหรือต้องรอของที่อบเสร็จกันหน้าเตาเลย
ความเป็นจริง :
ข้อมูลจากผู้ผลิตยางรถยนต์
หากเก็บโดยไม่โดนความร้อนจัดเย็นจัด
ไม่ถูกสารเคมี
และจัดวางอย่างเหมาะสม
จะสามารถเก็บ สต็อกได้นานถึงกว่า
5 ปีก็ยังมี
โดยไม่เสื่อมสภาพ
สามารถนำมาใช้งานได้
ส่วนที่ตั้งแง่ว่าเกิน
3-6 เดือนจะไม่ซื้อ
สงสัยต้องตระเวนหากันเหนื่อย
ถ้ามีคนเข้าใจผิดกันมากๆ
สงสัยอีกหน่อยต้องเหนื่อยไปดักซื้อหน้าโรงงานกันเลย
ผลิตมาเก็บไว้
หากขายไม่ดี เกิน 6
เดือนแล้วจะขายไม่ออก
ถ้าคิดว่าคำแนะนำนั้นเป็นเพราะกลัวขายยางเก่าเก็บไม่ได้
ก็ย้อนไปอ่านกรณีที่แนะนำอายุการใช้งานของยาง
ก็ยาวนานเช่นเดียวกัน
ในฐานะของผู้บริโภคลดลงมาเหลือ
3 ปีก็คงรับได้
จึงสรุปว่า
ยางรถยนต์ที่ถูกเก็บไว้ไม่เกิน
3 ปี
ยังสามารถซื้อมาใช้งานได้ตามปกติโดยไม่ต้องกังวลอะไร
หรือถ้ายังกลัว
ก็สักไม่เกิน 2
ปียังรับได้
แต่ถ้าวิตกจริต
เก็บมาแถวๆ ไม่เกิน
1 ปี หรือเกินเล็กน้อย
ก็คงสบายใจได้
ยางดอกหมดลื่น
ความเข้าใจผิด :
ยางดอกหมดหรือยางหัวโล้น
จะลื่น
นึกไปถึงหัวคนว่าโล้นแล้วต้องลื่น
ถ้าจะให้ถูกต้อง
ต้องบอกว่าลื่นบนถนนเปียก
แต่บนถนนแห้งจะเกาะถนนดีกว่าบางมีดอกลึก
ความเป็นจริง :
ยางรถยนต์เกาะถนนได้โดยหน้าสัมผัสซึ่งทำหน้าที่เป็นเฟืองยางขนาดจิ๋วถี่ๆ
ผังลงไปบนพื้นถนน
ยิ่งมีหน้าสัมผัสมากก็ยิ่งมีเฟืองมาก
เกาะถนนได้ดี
ส่วนร่องยางที่มีนั้นเตรียมไว้ให้รีดน้ำออกจากหน้าสัมผัสของยาง
หรือให้น้ำแทรกตัวเข้าไปอยู่ชั่วคราวได้
ร่องยางส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นทรงตัว
U แต่เป็น กึ่งตัว V
ปากร่องกว้างกว่า
ยอดของแท่งดอกยางจึงแคบกว่า
เมื่อยางสึกลงไปร่องตื้นหรือเกือบหมด
หน้าสัมผัสยางจึงมีมากที่สุด
เพราะฐานของแท่งดอกยางกว้างกว่าตอนที่ยังไม่สึกมาก
หากเนื้อยางยังไม่แข็งมาก
ยางที่ดอกเกือบหมดหรือหมด
แต่ยัง ไม่ทะลุ
จะเกาะถนนแห้งได้ดีกว่ายางมีดอกมีร่องลึก
เพราะเรื่องพื้นที่ของหน้าสัมผัสที่แตกต่างกัน
แต่จะลื่นกว่าเมื่อเจอถนนเปียก
เพราะไม่มีร่องยางช่วยรีดน้ำ
หน้ายางจะมีชั้นฟิล์มของน้ำคั่นอยู่
จะสัมผัสถนนไม่เต็มที่
ดังนั้นถ้าจะบอกว่ายางหัวโล้นขับแล้วลื่น
ต้องระบุด้วยว่าบนถนนแห้งหรือเปียก
ยางนอกดีกว่า
ความเข้าใจผิด :
หลายคนยังเข้าใจว่ายางที่ผลิตจากนอกหรือต่างประเทศจะมีคุณภาพดีกว่ายางไทย
ความเป็นจริง :
ไม่ว่าจะผลิตจากประเทศใด
หากมองถึงคุณภาพ
ก็ต้องว่ากันเป็นรุ่นๆไป
จะบอก
ไม่ได้ว่ายางญี่ปุ่นดีกว่าไทย
ยางไทยดีกว่ายางมาเล-เซีย
โลกเทคโนโลยีเชื่อมกันแล้ว
การถ่ายทอดการพัฒนาการผลิตล้วนทำได้ถ้าตั้งใจจะทำ
ยางนอกเก่าเก็บ
ความเข้าใจผิด :
คิดว่าต้องขนส่งทางเรือมา
ข้ามน้ำข้ามทะเลมา
กว่าจะเอามาจากโรงงาน
ขนขึ้นและเดินทางในเรือ
ออกจากไทย
คงเก่าเก็บมาก
ความเป็นจริง :
หากมีการจัดการที่ดี
รวมเวลา ทุกขั้นตอน
ไม่ว่านำยางมาจากประเทศใด
รวมขน
ส่งถึงร้านยางทั่วไปในไทย
ไม่น่าใช้เวลาเกิน 1
เดือน
บางยี่ห้อคุยว่าครึ่งเดือนก็ถึงแล้วในกรณีที่นำเข้าจากญี่ปุ่น
ซึ่งก็จริงเพราะใช้เวลาเดินเรือไม่กี่วันเท่านั้น
ส่วนการขาขึ้นเรือหรือขนออกจากท่าเรือ
ก็ใช้เวลาขั้นตอนละ
1-2 วันเท่านั้น
ยางยี่ห้อไม่ดัง
คุณภาพต่ำ
ความเข้าใจผิด :
ถ้าไม่ใช่ยี่ห้อดังติดหัวแถว
คุณภาพจะต่ำ
อีกทั้งยังเปรียบเทียบจากราคาที่ถูกกว่าของยี่ห้องดังๆ
ก็เดาไปว่าของถูกแต่ดีไม่มีในโลก
ความเป็นจริง :
ยางรถยนต์ไม่ได้มีแค่
2 ยี่ห้อ
และยี่ห้อที่ไม่ดัง
ก็อาจมีคุณภาพดีใช้ได้
เพียงแต่ไม่ติดกระแสหรือไม่โหมโฆษณามาก
ทั้งที่คุณภาพดี
แต่แพ้กระแสความเชื่อ
และไม่ต้องเสียค่าโฆษณามาก
ก็เลยตั้งราคาได้ต่ำ
หากเลือกอย่างรอบคอบ
ก็อาจจะได้ยางคุณภาพดีราคาถูกก็เป็นได้
ซื้อยางในศูนย์บริการเร่งด่วนถูกกว่า
ความเข้าใจผิด :
มีการเปิดศูนย์บิการซ่อมรถยนต์แบบเร่งด่วนหลายสาขาหลายที่
และมักจะเน้นการขายยางรถยนต์ด้วย
ซึ่งส่วนใหญ่มีการแข่งขันมากมาย
มียางให้เลือกหลายยี่ห้อและจัดข้อเสนอพิเศษมากมาย
ทั้งลดราคาทั้งแถม
ซื้อ 3 แถม 1 หรืออะไรอีกสารพัด
หลายคนจึงคิดว่า
จะมีราคาถูกกว่าร้านยางห้องแถวทั่วไป
ความเป็นจริง :
เท่าที่เคยตรวจสอบราคา
พบว่ามีน้อยครั้งมากที่จะมีราคาจริงในการซื้อยางถูกกว่าการซื้อยางตามร้านทั่วไป
น่าแปลกทั้งที่สั่งซื้อยางในจำนวนมากกว่า
แต่ทำไมขายถูกกว่าไม่ได้
คงเป็นเพราะค่าลงทุนด้านสถานที่และเครื่องมือมากกว่านั่นเอง
ปะยาง
แบบยิงยางเส้นอุด
รั่วง่าย
ความเข้าใจผิด :
ทั้งคำแนะนำจากร้านปะยางหรือดูด้วยสายตา
ก็ชวนให้คิดว่าการปะยางแบบยิงยางเส้นเข้าไปเบ่งตัวในรูรั่วน่าจะมีโอกาสรั่วแบบซึมๆ
ได้ในบางครั้ง
หรือเมื่อใช้ไปนานๆ
เพราะไม่มีการปะแบบอุดกาวหรืออัดแน่นให้เป็นชิ้นเดียวกันแต่อย่างไร
ความเป็นจริง :
น่าแปลกที่ผู้ผลิตยางแนะนำการปะยางแบบนี้เป็นมาตรฐาน
และไม่แนะนำการปะยางแบบสตีมอัดทับรูรั่วด้วยยางแผ่นและความร้อน
เพราะจะทำให้ยางแข็งหรือบวมได้
สวนทางกับร้านปะยางที่พยายามจะให้ปะแบบสตีม
ที่ทำเงินได้มากกว่า
และดูแน่นหนากว่า
หลายเรื่องในโลกรถยนต์
มีความเข้าใจผิดกันอยู่
และไม่ใช่เรื่องน่าอายถ้าจะทำความเข้าใจให้ถูกต้อง
ผมขอเสริมเรื่องปะยางอีกเล็กน้อยนะครับการอุดยางแบบปะสตีมนอกจากทำให้เนื้อยางบริเวณที่ปะเสียสภาพลงเนื่องจากความร้อนแล้ว
ถ้าร้านใช้ยางแผ่นใหญ่ปะ
และเป็นล้อหน้าคุณต้องถ่วงล้อใหม่
หรือต้องสับไปใช้เป็นล้อหลังแทน
เพราะการปะเเบบนี้จะทำให้ยางไม่ได้ดุลเกิดอาการพวงมาลัยสั่นได้ที่ความเร็วระดับหนึ่งครับ